เมนู
หน้าแรก
สำนักงาน
พันธกิจ
คริสตจักร
สาระน่ารู้
webboard
ภาพกิจกรรม
มูลนิธิ
ดาวน์โหลด
เว็บลิงค์
ติดต่อเรา
ค้นหา
กำลังออนไลน์
บุคคลทั่วไปออนไลน์: 1

สมาชิกออนไลน์: 0

สมาชิกทั้งหมด: 7,577
สมาชิกใหม่: JoshuaOl
กฎระเบียบข้อบังคับคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย

หมวด 1 ชื่อและเครื่องหมาย
1.1 คริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย คือ องค์การทางศาสนาคริสต์นิกายโปรเตสแตนท์ ซึ่งก่อตั้งโดยคริสตชนไทย เพื่อทำพันธกิจของพระเจ้าร่วมกัน และจัดตั้งองค์กรคริสตจักร โดยมีหลักข้อเชื่อเดียวกัน และปฏิบัติตามธรรมนูญ กฎระเบียบข้อบังคับเดียวกัน ด้วยวิธีการ เลี้ยงตนเอง ปกครองตนเอง และขยายงานเอง
ตราเครื่องหมาย ดังในภาพ
















1.2 ชื่อและเครื่องหมาย คริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย เป็นเอกสิทธิ์ของคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยเท่านั้น ห้ามผู้หนึ่งผู้ใด นำไปใช้โดยมิได้รับอนุญาต
หมวด 2 พันธกิจหลัก
2.1 คริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย คือ การรวมตัวของคริสตจักร เพื่อปฏิบัติพันธกิจในการประกาศ การตั้งและเสริมสร้างคริสตจักร พัฒนาผู้รับใช้ และการทำสังคมบริการ การดำเนินงานทุกอย่างที่ทำในนามคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย จะต้องสนับสนุน และร่วมมือต่อพันธกิจหลักเหล่านี้
หมวด 3 ลักษณะขององค์การ
3.1 คริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย มุ่งส่งเสริมให้สมาชิกพึ่งพาตนเองและสนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยเป็นสื่อกลาง และทำหน้าที่เป็นตัวแทนในการติดต่อประสานงานระหว่างองค์กรของคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยกับองค์กรอื่นๆ ทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ
หมวด 4 วัตถุประสงค์
4.1 เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้คริสตจักรท้องถิ่นสามารถ เลี้ยงตนเอง ปกครองตนเอง และขยายงานเองได้
4.2 เพื่อส่งเสริมให้สมาชิกคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยทำพันธกิจร่วมกัน และร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ ที่มีวัตถุประสงค์เดียวกัน
4.3 เพื่อส่งเสริมและรับรองสถานภาพของคริสตจักร สถาบัน หน่วยงาน และผู้รับใช้พระเจ้าภายใต้คริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
4.4 เพื่อสิทธิ์ในการดำเนินการทางนิติกรรมเกี่ยวกับสังหาริมทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์
หมวด 5 หลักข้อเชื่อ (มีเอกสารต่างหาก)
หมวด 6 ความสัมพันธ์
6.1 คริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย มีความสัมพันธ์กับคริสเตียนสัมพันธ์ทุกประเทศ
6.2 คริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย มีความสัมพันธ์กับคริสตจักร และหน่วยงานในคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
6.3 คริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย มีความสัมพันธ์กับคริสตจักร องค์การ สถาบันอื่นๆ ทั้งในและต่างประเทศที่มีหลักข้อเชื่อที่ คริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยยอมรับได้
หมวด 7 สมาชิก
7.1 สมาชิกประเภทบุคคล
คือผู้รับใช้พระเจ้า (ผู้ทำการ) ที่ได้รับการรับรองสถานภาพและ/หรือการสถาปนาจาก คริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ และมีบัตรผู้ทำการที่ยังไม่หมดอายุ
7.1.1 ประเภทผู้ทำการ มีดังนี้
   1. ศาสนาจารย์ คือ ผู้ที่ได้รับการทรงเรียกให้ทำงานรับใช้พระเจ้า มีวุฒิภาวะ มีประสบการณ์การรับใช้พระเจ้า และได้รับการรับรองสถานภาพ และ/หรือการสถาปนาจากคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ
   2. อนุศาสนาจารย์ คือ ผู้ที่ได้รับการทรงเรียกให้ทำงานรับใช้พระเจ้า และได้รับการรับรองสถานภาพและ/หรือการสถาปนาจากคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ
   3. ครูศาสนา คือ ผู้ที่ได้รับการทรงเรียกให้รับใช้พระเจ้า และได้รับการรับรองสถานภาพ และ/หรือการสถาปนาจากคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยอย่างเป็นทางการ
   4. เตรียมครูศาสนา คือผู้ที่รอรับการพิจารณาหรือเตรียมตัวเป็นครูศาสนา
   5. มิชชันนารี คือ ผู้ทำการที่เป็นชาวต่างประเทศเป็นชายและหญิงที่เข้าร่วมงานกับคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
7.1.2 คุณสมบัติของผู้ทำการ
  1. ศาสนาจารย์
    1.1 มีคุณสมบัติสอดคล้องกับพระธรรม 1ทิโมธี 3:1-7, ทิตัส 1:7-9
    1.2 เป็นผู้ที่มีชื่อเสียงดี ประกอบด้วยสติปัญญาและเป็นผู้ที่ได้รับบัพติศมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้ว
    1.3 เป็นผู้ที่ได้รับการทรงเรียกให้รับใช้พระเจ้า และปฏิบัติงานในคริสตจักร สถาบัน และหน่วยงานของคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
    1.4 ยอมรับและยึดมั่นในหลักข้อเชื่อของคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
    1.5 ยินดีปฏิบัติตามธรรมนูญ กฎระเบียบข้อบังคับของคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
    1.6 เป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปจากสถาบันพระคริสตธรรมของคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย หรือสถาบันพระคริสตธรรมที่คริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยยอมรับ หรือสำเร็จหลักสูตรศาสนาศาสตร์ที่คริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยกำหนดไว้
    1.7 มีความสำเร็จในการรับใช้ชัดเจนเป็นที่ยอมรับ และมีความสัตย์ซื่อในการรับใช้
    1.8 ผู้สมัครหรือผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้งต้องเป็นสมาชิกสังกัดในคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยอย่างน้อย 2 ปี และ/หรือเคยทำหน้าที่ใน ตำแหน่งอนุศาสนาจารย์มาแล้วไม่น้อยกว่า 2 ปี ติดต่อกัน
    1.9 จะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 30 ปี
   2. อนุศาสนาจารย์
    2.1 มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับศาสนาจารย์ ข้อ 1.1 – 1.6
    2.2 จะต้องเป็นครูศาสนา และเข้าร่วมงานในคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยไม่น้อยกว่า 2 ปี
    2.3 จะต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 25 ปี
   3. ครูศาสนา
   3.1 มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับศาสนาจารย์ ข้อ 1.1 – 1.5
   3.2 รับใช้ร่วมกับคริสตจักร สถาบัน หรือหน่วยงานในคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยไม่น้อยกว่า 2 ปี
   3.3 ได้รับการศึกษาในหลักสูตรที่คริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยยอมรับ
   4. เตรียมครูศาสนา
เป็นการรับเพื่อเข้าร่วมงาน ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
   5. มิชชันนารี
คือ ผู้ทำการที่เป็นชาวต่างประเทศเป็นชายและหญิงที่เข้าร่วมงานกับคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
    5.1 ประเภทของมิชชันนารี
     1.1 มิชชันนารีมี 2 ประเภทคือ
     ก. มิชชันนารีในสังกัดคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
     ข. มิชชันนารีองค์การอื่นที่ยอมรับแนวทางการดำเนินงานตามสิทธิ์และข้อตกลงระหว่างกัน
     1.2 มิชชันนารีทั้ง 2 ประเภทคือ ภารดรร่วมงานที่ยอมรับข้อกำหนดของสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย ไม่ดำเนินกิจการที่นอกเหนือข้อตกลง และมีสิทธิ์ถือบัตรผู้ทำการคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
    5.2 หลักการรับมิชชันนารี
     2.1 คริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย มีความสัมพันธ์กับคริสเตียนสัมพันธ์นานาชาติ (AG) ในการร่วมมือกันทำงานในประเทศไทยในฐานะของการเป็นเพื่อนร่วมงาน
     2.2 คริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย ยอมรับการทรงเรียกของพระเจ้าสำหรับทุกคน และงานเฉพาะเจาะจงตามที่ผู้นั้นได้รับการทรงเรียก ทั้งนี้จะต้องสอดคล้องกับความต้องการของหน่วยงานและคริสตจักรในประเทศไทยด้วย
     2.3 คริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย ยินดีให้เกียรติและรับมิชชันนารีที่ได้รับการรับรองจากคริสเตียนสัมพันธ์ฯ ต้นสังกัดประเทศนั้น ๆ เข้าเป็นเพื่อนร่วมงาน (Partnership) และการสามัคคีธรรม หากมิชชันนารีผู้นั้นสมัครใจเป็นสมาชิก และยินดีปฏิบัติตามกฎระเบียบของคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
     2.4 คริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย สงวนสิทธิ์ในการไม่รับมิชชันนารีผู้นั้นที่ไม่สามารถให้ความร่วมมือหรือเพิกเฉยต่อการดำเนินกิจกรรมร่วมกัน
     2.5 กิจกรรมบางอย่างสามารถร่วมกันในลักษณะกิจกรรมร่วม โดยมีหลักการและการดำเนินงานร่วมกัน
     2.6 คริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย สงวนสิทธิ์ไม่รับพิจารณา ถ้าไม่เป็นไปตามกฎระเบียบข้อบังคับของคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย และไม่สัมพันธ์กับงานอื่น ๆ ที่มีอยู่ในคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย และถือว่างานนั้นเป็นอิสระ ซึ่งต่างฝ่ายจะช่วยเหลือสนับสนุนกันและกันตามความเหมาะสม
     2.7 ถ้ามีผู้เสนอความจำนงค์เข้ามาเป็นมิชชันนารี ต้องตรวจสอบคุณสมบัติลักษณะงานว่าตรงตามหลักการและความต้องการของคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยหรือไม่
     2.8 มิชชันนารีควรมีความรับผิดชอบต่อคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย ตามกฎข้อบังคับหมวด 7 ข้อ 7.1.6 ข้อ 1-5 และมีส่วนร่วมถวายไม่น้อยกว่า 50% ของสิบลด หรือตามที่ได้ทำข้อตกลงไว้กับคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
    5.3 การดำเนินงานของมิชชันนารี
      3.1 เคารพและเชื่อฟังอำนาจการปกครองของสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย และกฎระเบียบต่าง ๆ ของคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
      3.2 ปฏิบัติตามเป้าหมายที่คริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยกำหนดไว้ สรุปผลการปฏิบัติงานให้คริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยทราบภายในเดือนธันวาคมของทุกปี หรือตามที่ได้รับการร้องขอ
      3.3 หากมีการเปลี่ยนแปลงใด ๆ นอกเหนือที่ได้ตกลง ให้แจ้งให้คริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยทราบ เพื่อจะนำไปสู่การแก้ไขต่อไป
      3.4 สภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย ขอสงวนสิทธิ์ในการยกเลิกใบรับรองหรือใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยที่ได้เคยออกให้กับมิชชันนารีใด ๆ ก็ได้ เมื่อเห็นว่าไม่สามารถที่จะร่วมงานกันต่อไปได้
7.1.3 การยื่นใบสมัครผู้ทำการ
   1. ผู้สมัครเป็นผู้ทำการ ให้ขอรับใบสมัครจากสำนักงานคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย หรือคณะกรรมการภาค และกรอกรายละเอียดในเอกสารให้ครบถ้วน แล้วส่งไปยังสำนักงานคณะกรรมการภาค
   2. เมื่อคณะกรรมการภาคพิจารณาเห็นชอบแล้ว ให้ยื่นใบสมัครและเอกสารตามข้อกำหนดเสนอต่อคณะกรรมการบริหารเพื่อพิจารณา
   3. ผู้ได้รับการพิจารณาจากคณะกรรมการบริหารแล้ว ต้องเข้ารับการอบรม สอบ และสัมภาษณ์ของคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
   4. คณะกรรมการบริหารขอสงวนสิทธิ์ ที่จะยกเลิกการรับรองสถานภาพบุคคลหนึ่งบุคคลใดหลังการ อบรม สอบ และสัมภาษณ์แล้ว
7.1.4 หลักการพิจารณาวินัยผู้ทำการ
   1. ในกรณีที่ผู้ทำการถูกกล่าวหาว่าประพฤติในทางเสื่อมเสีย ให้คณะกรรมการภาคดำเนินการตามกฎข้อบังคับ
   2. เมื่อคณะกรรมการบริหารพิจารณาเห็นว่าไม่มีความผิดหรือไม่มีมูลความจริง ให้พิจารณาปฏิบัติต่อผู้นั้นตามสมควร และออกหนังสือแถลงแก้ข่าวนั้น
   3. ถ้าคณะกรรมการบริหารเห็นว่ามีมูลความจริง ให้ดำเนินการตามระเบียบบริหารที่ว่าด้วยหลักการลงวินัยผู้ทำการ
7.1.5 การเลื่อนสถานภาพและการสถาปนาผู้ทำการ
   1. ให้ผู้ทำการที่ต้องการเลื่อนสถานภาพ ขอเอกสารจากสำนักงานคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย หรือคณะกรรมการภาค เมื่อกรอกข้อมูลเรียบร้อยครบถ้วนแล้ว ให้ยื่นใบสมัครนั้นต่อคณะกรรมการภาค
   2. ให้คณะกรรมการภาคพิจารณาอย่างถี่ถ้วน โดยใช้คุณสมบัติของผู้ทำการตามกฎข้อบังคับหมวด 7 ข้อ 7.1.2 และตรวจสอบถึงความรับผิดชอบของผู้ทำการต่อคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย ตามกฎระเบียบข้อบังคับหมวด 7 ข้อ 7.1.7 เป็นบรรทัดฐาน
   3. เมื่อคณะกรรมการภาคพิจารณาอนุมัติแล้ว ให้ยื่นเอกสารขอเลื่อนสถานภาพต่อคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย ก่อนการประชุมสามัญประจำปี ไม่น้อยกว่า 3 เดือน
   4. ผู้ได้รับการให้เลื่อนสถานภาพต้องเข้ารับการอบรม สอบ และสัมภาษณ์ โดยการนัดหมายของคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
   5. การพิจารณาเกี่ยวกับการเลื่อนสถานภาพของผู้ทำการเป็นอำนาจสิทธิ์ขาดของคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
7.1.6 การต่ออายุบัตร
   1. ให้สำนักงานคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยจัดส่งเอกสารขอต่ออายุบัตรไปยังผู้ทำการภายใน 2 เดือนก่อนบัตรหมดอายุ
   2. ให้ผู้ทำการส่งเอกสารขอต่ออายุบัตรที่ได้รับการรับรองจากประธานภาคหรือกรรมการบริหารแล้วไปยังสำนักงานคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย ภายใน 30 วันก่อนวันหมดอายุบัตร
   3. บัตรแสดงสถานภาพของแต่ละบุคคลจะหมดอายุลงในวันที่ 30 เมษายนของทุก 4 ปี
   4. ค่าธรรมเนียมบัตร 500 บาท (ห้าร้อยบาทถ้วน)
   5. บัตรที่ขาดอายุเกิน 90 วัน ให้ถือว่าหมดสถานภาพ ถ้าผู้ถือบัตรมีความประสงค์จะต่ออายุบัตรใหม่จะต้องผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการบริหาร เมื่อมีมติให้ออกบัตรได้จะต้องชำระค่าธรรมเนียมและต่ออายุบัตรรวม 1,000 บาท (หนึ่งพันบาทถ้วน)
   6. ผู้สมัครใหม่ครั้งแรก บัตรมีอายุหนึ่งปี ต่อใหม่ครั้งแรกบัตรจะมีอายุ 2 ปี หลังจากนั้นถึงจะได้บัตร อายุ 4 ปี
7.1.7 ความรับผิดชอบของผู้ทำการต่อคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
   1. ยินดีให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามธรรมนูญ กฎระเบียบข้อบังคับของคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยอย่างเคร่งครัด
   2. เข้าร่วมประชุมสภาสามัญ และสภาวิสามัญของคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
   3. แสดงออกถึงความจริงใจในการให้ความร่วมมือ และสนับสนุนอย่างสุดความสามารถ ต่อคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
   4. เข้าร่วมประชุมภาคสม่ำเสมอ และให้ความร่วมมือต่อคณะกรรมการภาคเป็นอย่างดี
   5. รักษาความสัมพันธ์อันดีกับสมาชิกอื่น ๆ ในคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
   6. ถวายบำรุงภาคเดือนละ 300 บาท ผู้ที่ละเลย จะต้องจ่ายเพิ่ม 50% ของจำนวนที่ค้างจ่าย
   7. หากผู้ทำการขาดความรับผิดชอบข้อหนึ่งข้อใด ให้มีมาตรการดังนี้
    - ไม่มีสิทธิ์รับการเลือกตั้งเป็นกรรมการบริหาร และกรรมการภาค
    - ไม่มีสิทธิ์ลงคะแนนเลือกตั้งกรรมการบริหาร และกรรมการภาค
    - เมื่อบัตรผู้ทำการหมดอายุ จะไม่ได้รับการต่ออายุบัตร
   8. ถ้าหากยังเพิกเฉยคณะกรรมการบริหารมีสิทธิ์ที่จะพิจารณาเพิกถอนสิทธิบางประการ หรือให้สิ้นสุดสถานภาพการเป็นผู้ทำการได้
7.1.8 การสิ้นสุดสมาชิกภาพ
การสิ้นสุดสมาชิกภาพโดย
ก. ลาออก
ข. ให้ออกตามเหตุผลข้อหนึ่งข้อใด ดังต่อไปนี้
   1) ขาดความรับผิดชอบต่อคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย ตามหมวด 7.1.7 ข้อ 7
   2) ขาดคุณสมบัติข้อหนึ่งข้อใดตามคุณสมบัติของผู้ทำการหมวด 7.1.7 ข้อ 2
   3) ไม่ต่ออายุบัตรผู้ทำการภายใน 1 ปีหลังจากที่บัตรหมดอายุแล้ว
   4) มีพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความแตกแยกหรือขัดต่อธรรมนูญ กฎระเบียบข้อบังคับของคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
   5) คณะกรรมการบริหารมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า ขาดความจริงใจในการให้ความร่วมมือและสนับสนุนต่อคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
   6) ทั้งนี้ให้คณะกรรมการบริหารแจ้งให้สมาชิกได้ทราบสาเหตุของการสิ้นสุดสมาชิกภาพเป็นเอกสารก่อน และให้ประกาศการพ้นสมาชิกภาพอย่างเป็นทางการในการประชุมสภาสามัญประจำปี
7.2 สมาชิกประเภทคริสตจักร สถาบัน และหน่วยงาน
คือ คริสตจักร สถาบัน และหน่วยงานที่ได้จดทะเบียนกับคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย ยอมรับและปฎิบัติตามธรรมนูญ และกฎระเบียบข้อบังคับของคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
หมวด 8 การประชุม
  8.1 องค์ประชุมสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
  8.1.1 ผู้มีสิทธิ์เข้าประชุม
    ก. ผู้ทำการที่ถือบัตรผู้ทำการคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยที่ไม่หมดอายุ คือ ศาสนาจารย์ อนุศาสนาจารย์ ครูศาสนา และมิชชันนารี
    ข. หัวหน้าสถาบันหรือหน่วยงาน และผู้สังเกตการณ์
  8.1.2 การลาประชุม
    ก. ผู้ทำการของคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย ที่ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ต้องมีหนังสือแจ้งก่อนการประชุมอย่างน้อย 1 เดือน
    ข. หัวหน้าสถาบันหรือหน่วยงานที่มีเหตุจำเป็นไม่สามารถเข้าร่วมประชุมได้ ต้องส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุมแทน
    ค. ในกรณีที่ไม่สามารถเข้าร่วมประชุมด้วยเหตุสุดวิสัย คณะกรรมการบริหารจะพิจารณาตามความเหมาะสม
    ง. ผู้ทำการที่ปฏิบัติตามข้อ ก. ที่ขาดหรือลาการประชุม ต้องจ่ายค่าลงทะเบียนประชุมตามกำหนด
  8.2 กฎข้อบังคับเกี่ยวกับการเลือกตั้ง
  8.2.1 ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียง
    ก. ผู้ทำการที่เป็น ศาสนาจารย์ อนุศาสนาจารย์ และครูศาสนา ที่บัตรผู้ทำการยังไม่หมดอายุ และได้ลงทะเบียนเข้าร่วมประชุมแล้ว
  8.2.2 ผู้ไม่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียง
ผู้ไม่มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงแต่อภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อที่ประชุมได้คือ
   ก. หัวหน้าสถาบัน หรือหัวหน้าหน่วยงานที่ไม่ได้เป็นผู้ทำการตั้งแต่ครูศาสนาขึ้นไป
   ข. เตรียมครูศาสนา ผู้สังเกตการณ์
   ค. มิชชันนารี
  8.2.3 การเลือกตั้งคณะกรรมการสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
    ก. ประธานคณะกรรมการสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย ได้รับการเลือกตั้งจากองค์ประชุมในการร่วมประชุมสภาสามัญ หรือสภาวิสามัญคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย โดยได้รับคะแนนเสียงข้างมากขององค์ประชุม
    ข. คณะกรรมการสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยอีก 4 คน ได้รับเลือกตั้งจากองค์ประชุม ในการร่วมประชุมสภาสามัญ หรือสภาวิสามัญคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย โดยได้รับคะแนนเสียงข้างมากขององค์ประชุม
    ค. ให้ประธานคณะกรรมการสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยแต่งตั้งคณะกรรมการสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย ในตำแหน่งต่างๆ ตามความเหมาะสม
  8.2.4 การเสนอชื่อและการรับเลือก
    ก. ให้ประธานในที่ประชุมแจ้งรายชื่อของบุคคลที่มีคุณสมบัติตามข้อ 9.2 ต่อองค์ประชุม แล้วให้สมาชิกในองค์ประชุมเสนอรายชื่อเข้ารับการเลือกตั้ง โดยต้องมีผู้รับรอง
    ข. ผู้ได้รับเลือกตั้งเป็นคณะกรรมการสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย จะต้องได้รับคะแนนเสียงข้างมากขององค์ประชุม
  8.2.5 กฎระเบียบการร่วมประชุมสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
    1. การดำเนินการประชุมสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย ควรมีระเบียบวาระดังต่อไปนี้
     1.1 เปิดประชุมด้วยการนมัสการ อ่านพระคัมภีร์ และ/หรืออธิษฐานทุกครั้ง
     1.2 เลือกตั้งประธานที่ประชุม และเลขานุการ (กรณีที่ยังไม่มีประธานและเลขานุการ)
     1.3 เรื่องที่ประธานจะแจ้งให้ที่ประชุมทราบ
     1.4 รับรองระเบียบวาระการประชุมครั้งนี้
     1.5 รับรองรายงานการประชุมครั้งก่อน
     1.6 เรื่องสืบเนื่องจากการประชุมครั้งก่อน
     1.7 รายงานจากคณะกรรมการต่างๆ
     1.8 แต่งตั้งอนุกรรมการ กรรมาธิการต่างๆ
     1.9 ข้อเสนอต่างๆ
     1.10 ญัตติด่วนต่างๆ
     1.11 เรื่องอื่นๆ
     1.12 ปิดประชุมด้วยการนมัสการ อ่านพระคัมภีร์ และหรืออธิษฐาน
    2. ที่ประชุมสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย แต่งตั้งกรรมการต่างๆ ตามความเหมาะสมได้ เช่น
     2.1 กรรมการบันทึกการประชุม
     2.2 กรรมการตรวจรายงานการประชุม
     2.3 กรรมการงบประมาณ กรรมการตรวจบัญชี กรรมการสรรหา ฯลฯ
    3. เลขาธิการเป็นผู้รับผิดชอบในการประชุม ทุกครั้งในการประชุมจะต้องบรรจุเรื่องญัตติหรือ ข้อเสนอต่างๆ ไว้ในระเบียบการประชุมและต้องแจ้งให้ผู้เข้าร่วมการประชุมทราบล่วงหน้า ไม่น้อยกว่าสิบสี่วัน
    4. ที่ประชุมสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย จะรับพิจารณาข้อเสนอคำร้องหรือคำอุทธรณ์ใดๆ ที่ส่งผ่านตามขั้นตอนเท่านั้น ที่ประชุมจะไม่รับพิจารณาข้อเสนอ คำร้อง หรือคำอุทธรณ์ใดๆ ที่ส่งตรงมาจากบุคคล เว้นแต่ที่ประชุมเห็นว่ามีความสำคัญ เป็นกรณีพิเศษที่จำเป็นต้องพิจารณา
    5. เรื่องราวที่ไม่ปรากฏในระเบียบวาระห้ามนำมาหารือในที่ประชุมนอกจากเป็นญัตติด่วน และที่ประชุมรับรองให้หารือได้จึงให้นำขึ้นหารือ
     5.1 ในการประชุมสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย ต้องมีสมาชิกสามัญรับรองไม่น้อยว่าเจ็ดสิบคน
     5.2 ในการประชุมกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย ต้องมีผู้รับรองไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวน กรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย ที่เข้าร่วมการประชุมในคราวนั้น
    6. เมื่อมีผู้เสนอให้เปิดอภิปรายญัตติหรือข้อเสนอใดและที่ประชุมมีมติเห็นชอบด้วย ประธานก็ประกาศให้สมาชิกอภิปราย ในประเด็นนั้นได้ จนกว่าจะมีผู้เสนอให้ปิดอภิปรายหรือประธานเห็นว่าอภิปรายนานพอสมควรแล้ว จึงให้ที่ประชุมรับรองการปิดอภิปรายในญัตติหรือข้อเสนอนั้น
    7. สมาชิกผู้ใดประสงค์จะกล่าวข้อความใดๆ ในที่ประชุมให้ยกมือขึ้น เมื่อประธานอนุญาตให้พูดแล้วจึงยืนขึ้นพูดได้
    8. ถ้ามีผู้ยกมือขึ้นพร้อมกันหลายคน ให้ประธานเรียกสมาชิกที่ยังไม่เคยพูดได้พูดก่อน
    9. การพูดในที่ประชุมนั้นให้ถือว่าพูดกับประธาน สมาชิกจะพูดในที่ของตน ออกไปพูดข้างหน้า ไปพูดในที่ที่จัดไว้
    10. การพูดแต่ละครั้งห้ามพูดเกินกว่าห้านาที นอกจากจะได้รับอนุญาตจากประธาน
    11. สมาชิกคนหนึ่งจะพูดได้ไม่เกินสองครั้งในเรื่องเดียวกัน เว้นแต่ประธานจะอนุญาต
    12. สมาชิกต้องพูดในเรื่องที่กำลังหารือกันอยู่ ห้ามพูดนอกประเด็น ห้ามพูดพาดพิงให้ร้ายเป็นที่เสื่อมเสียต่อผู้อื่น
    13. สมาชิกในที่ประชุมอาจร้องขอ หรือประธานอาจสั่งให้สมาชิกที่กำลังอภิปรายหยุดพูดก็ได้ เนื่องจาก
     13.1 อภิปรายนอกประเด็น
     13.2 กระทำผิดข้อบังคับ
    14. สมาชิกที่กำลังพูดอยู่ต้องหยุดพูดและนั่งลงทันที เมื่อ
     14.1 ประธานออกคำสั่งห้าม หรือบอกให้ผู้นั้นนั่งลง
     14.2 ประธานยืนขึ้นหรือเดินออกจากที่ประชุม
    15. สมาชิกมีสิทธิ์ทักท้วงโดยการยืนขึ้น เมื่อมีการทำผิดข้อบังคับการประชุม หรือมีการกล่าวหาทำให้ผู้อื่นเสียหาย
    16. เมื่อยังมีการอภิปรายกันอยู่ห้ามนำญัตติอื่นๆ ขึ้นเสนอนอกจาก
     16.1 เสนอแปรญัตติ
     16.2 เสนอให้ส่งญัตติไปยังคณะกรรมการตีความธรรมนูญ
     16.3 เสนอให้เลื่อนการประชุม หรือไม่เลื่อนการประชุม
     16.4 เสนอไม่ให้มีการลงมติ
     16.5 เสนอให้ปิดการอภิปราย
    17. เมื่อกำลังหารือเรื่องใดๆ ห้ามนำเรื่องอื่นเข้ามาแทรกในเวลานั้น นอกจาก
     17.1 เสนอปิดการประชุม
     17.2 เสนอเลื่อนการพิจารณาเรื่องนั้นโดยกำหนดเวลา หรือไม่มีกำหนดเวลา
    18. ข้อเสนอต่อไปนี้ห้ามอภิปราย แต่ให้ประธานขอมติจากที่ประชุมทันทีว่าจะให้รับหรือไม่
     18.1 เสนอเลื่อนการพิจารณา
     18.2 เสนอเรื่องที่ได้เลื่อนการพิจารณานั้นมาพิจารณากันใหม่
     18.3 เสนอปิดการประชุม
     18.4 เสนอลงมติเรื่องที่กำลังอภิปรายอยู่ทันที
    19. ถ้าหากเป็นญัตติที่อาจแปลความได้หลายอย่าง และมีผู้เสนอให้แยกเป็นข้อๆ โดยมีผู้รับรองให้ประธานขอมติจากที่ประชุม
    20. ข้อเสนอที่จะแปรญัตติได้ให้แปรได้สองครั้งเท่านั้น แต่จะต้องลงมติเรื่องสุดท้ายก่อนตามลำดับขึ้นมา
    21. เมื่อมีผู้เสนอญัตติ และมีอีกผู้หนึ่งเห็นด้วย แต่ประสงค์จะเสนอญัตติใหม่แทนญัตติเดิม เมื่อที่ประชุมเห็นด้วยก็ให้วินิจฉัยลงมติญัตติของคนสุดท้ายย้อนขึ้นมาตามลำดับ
    22. ผู้เสนอญัตติ หรือผู้ขอแปรญัตติ จะถอนญัตติหรือคำแปรญัตติก็ได้ การถอนนี้ไม่ต้องอภิปราย
    23. เมื่อลงมติแล้ว ห้ามสมาชิกโต้แย้ง เว้นแต่มตินั้นคลาดเคลื่อนต่อความเป็นจริงเพื่อแก้ไขให้ถูกต้อง
    24. เรื่องที่ได้ลงมติไปแล้ว และมีผู้ร้องขอให้นำกลับพิจารณาใหม่ ให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้
     24.1 ให้มีผู้เสนอและผู้รับรอง และบุคคลนี้จะต้องเป็นผู้ที่อยู่ฝ่ายออกเสียงลงคะแนนเห็นชอบในมติเดิมนั้นมาแล้ว
     24.2 ที่ประชุมลงมติให้หยิบยกขึ้นมาพิจารณาใหม่ ด้วยคะแนนเสียงสองในสามของที่ประชุม
    25. ญัตติที่ตกไปแล้ว เมื่อรื้อฟื้นขึ้นมาพิจารณาใหม่ และญัตตินั้นตกไปอีกห้ามเสนอขึ้นอีกเป็นครั้งที่สามในสมัยประชุมนั้น
    26. ให้กรรมการที่มีส่วนได้เสีย โดยทางตรงหรือทางอ้อม ออกจากที่ประชุมก่อนการพิจารณาเรื่องนั้น
    27. การออกเสียงลงคะแนนนั้นให้กระทำดังนี้
     27.1 ลงคะแนนเปิดเผย หรือ ลงคะแนนลับ
     27.2 ให้แต่งตั้งกรรมการนับคะแนนเสียงของที่ประชุม ตามความเหมาะสม
    28. การออกเสียงลงคะแนนหรือการงดออกเสียงลงคะแนน ถือว่าเป็นสิทธิ์ของสมาชิกสามัญ
    29. เมื่อกำลังลงมติอยู่ ถ้าสมาชิกผู้หนึ่งผู้ใดที่มีสิทธิ์ออกเสียงลงคะแนนเข้ามาในที่ประชุมเวลานั้น สมาชิกผู้นั้นจะลงคะแนนเสียงก็ได้ แต่ถ้าเข้ามาเมื่อประธานประกาศผลการลงคะแนนแล้ว ผู้นั้นจะขอลงคะแนนเสียงด้วยไม่ได้ การลงมติใดๆ ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากของที่ประชุมเป็นเกณฑ์การตัดสินชี้ขาด
    30. เมื่อมีการออกเสียงลงคะแนน ปรากฏว่าคะแนนเสียงทั้งสองฝ่ายเท่ากัน ให้ประธานออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งเสียง
    31. การลงมติเกี่ยวกับการเงิน และข้ออื่นๆ ที่กำหนดไว้ในธรรมนูญ คสท. ต้องมีคะแนนเสียงเห็นด้วยอย่างน้อยสองในสามของสมาชิกที่อยู่ในที่ประชุม
    32. เมื่อลงคะแนนแล้ว ให้ประธานประกาศผลการลงคะแนนต่อที่ประชุม เป็นอันว่ามตินั้นสมบูรณ์
    33. ถ้าที่ประชุมเสนอญัตติ ให้ประธานเลือกไว้เพียงญัตติเดียวสำหรับจะออกเสียงลงคะแนน หากญัตตินั้นไม่ได้คะแนนเสียงข้างมาก ก็ให้ถือว่าตกไป และนำญัตติอื่นขึ้นมาเสนอ สำหรับออกเสียงลงคะแนนต่อไปอีกจนหมด
    34. สถานที่ประชุมย่อมเป็นที่พึงเคารพ ผู้ที่เข้ามาและออกไปจะต้องแสดงความเคารพประธาน และประพฤติตนให้เรียบร้อย
    35. ผู้เข้าร่วมประชุม ให้แต่งกายสุภาพเรียบร้อย
    36. เมื่อได้ยินสัญญาณเรียกประชุมให้สมาชิกเข้านั่งประจำที่ ในการประชุมนั้นหากประธานลุกออกไปจากที่ประชุม โดยไม่มีคำสั่ง ให้ถือว่าปิดการประชุม
    37. ถ้าในที่ประชุมมีการส่งเสียงเอ็ดอึงจนเป็นเหตุให้เห็นว่า จะรักษาระเบียบของที่ประชุมไว้ไม่ได้ ประธานมีสิทธิ์สั่งงดการประชุมไว้ชั่วคราวหรือจะปิดการประชุมเฉพาะวันนั้นก็ได้
    38. เมื่อมีผู้หนึ่งผู้ใดกระทำการไม่สงบขึ้นในระหว่างการประชุม สมาชิกอาจแจ้งให้ประธานทราบ
    39. สมาชิกผู้ใดกระทำดังต่อไปนี้ ให้ถือว่าผู้นั้นประพฤติผิดข้อบังคับการประชุม
     39.1 ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ไม่ยอมถอนคำพูดหรือขอขมา
     39.2 ใช้ถ้อยคำพาดพิงให้ร้ายเป็นที่เสื่อมเสียต่อผู้อื่น
     39.3 เจตนารบกวนการประชุม
     39.4 ขัดขืนคำสั่งอันชอบของประธานที่ประชุม
    40. ในที่ประชุม ถ้าสมาชิกคนใดละเมิดข้อบังคับการประชุม หรือทำลายความสงบเรียบร้อยของที่ประชุม ประธานมีอำนาจห้ามปรามหรือตักเตือนผู้ละเมิดนั้น หรือสั่งให้ถอนถ้อยคำใดๆ ก็ได้หากผู้ละเมิดไม่ปฏิบัติตามคำเตือน ห้ามปรามหรือคำสั่งของประธาน ประธานมีอำนาจสั่งไม่ให้ผู้นั้นพูดต่อไปหรือจะสั่งให้ผู้ละเมิดออกไปจากห้องประชุมก็ได้
    41. ที่ประชุมอาจมีมติให้ลงโทษ ผู้กระทำผิดข้อบังคับอย่างหนึ่งอย่างใดต่อไปนี้ได้
     41.1 เรียกตัวมาตักเตือนสั่งสอน
     41.2 ให้ออกจากที่ประชุม มีกำหนดระยะเวลาตามที่ที่ประชุมตกลง แต่ต้องไม่เกินกว่ายี่สิบสี่ชั่วโมง
    42. การประชุมทุกครั้งต้องมีสมาชิกสภา คสท. เข้าร่วมประชุม เกินกึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมด จึงจะครบเป็นองค์ประชุม
    43. เมื่อมีสมาชิกอยู่ไม่ครบองค์ประชุม การประชุมจะดำเนินต่อไปไม่ได้
หมวด 9 สภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
  9.1 สิทธิและหน้าที่สภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
     1. สภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย พิจารณาเลือกตั้ง คณะกรรมการสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย 5 คน จากสมาชิกสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยที่อยู่ในที่ประชุมในตำแหน่ง ประธานสภา 1 ตำแหน่ง และ กรรมการสภาอีก 4 ตำแหน่ง
     2. คณะกรรมการสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย จะทำหน้าที่ดำเนินการประชุมสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
     3. คณะกรรมการสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย เป็นคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย และคณะกรรมการมูลนิธิคริสเตียนสัมพันธ์ และให้ประธานภาคเป็นคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยร่วมโดยตำแหน่ง
     4. สภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย พิจารณาเลือกตั้งคณะกรรมการตีความธรรมนูญคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
     5. สภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย พิจารณารับหรือไม่รับนโยบายของคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
     6. สภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย พิจารณาคริสตจักร สถาบัน และมูลนิธิ ที่คณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยนำเสนอ
     7. สภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย พิจารณารับรองงบประมาณของคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
  9.2 คุณสมบัติของคณะกรรมการสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
     1. คณะกรรมการสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย ต้องได้รับสถาปนาเป็นศาสนาจารย์ เป็นเวลา 2 ปีขึ้นไป และต้องเข้าร่วมงานในคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยไม่น้อยกว่า 10 ปี และถือสัญชาติไทย
     2. ผู้ที่มีสิทธิได้รับการเสนอชื่อเพื่อรับการเลือกตั้งเป็นคณะกรรมการสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย ต้องเป็นบุคคลที่มีวุฒิภาวะมีชีวิตที่เป็นแบบอย่าง ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวาง ตลอดจนมีประสบการณ์และความสามารถในการทำงาน
     3. ผู้ที่มีสิทธิได้รับการเสนอชื่อเพื่อรับการเลือกตั้งเป็นคณะกรรมการสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย ต้องเป็นบุคคลที่ไม่อยู่ในระหว่างการลงวินัย หากเคยถูกลงวินัยร้ายแรงจะต้องพ้นการลงวินัยมาแล้ว 3 ปี
     4. คณะกรรมการสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยต้องเป็นผู้ทำการที่ปฏิบัติหน้าที่ศิษยาภิบาลเต็มเวลา
     5. สามีภรรยาเป็นกรรมการสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยในสมัยเดียวกันไม่ได้
  9.3 วาระการดำรงตำแหน่ง
     1. คณะกรรมการสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย มีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี
     2. ในกรณีที่คณะกรรมการสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย ท่านหนึ่งท่านใดมีเหตุต้องพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ให้คณะกรรมการสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย ส่วนที่เหลือแต่งตั้งผู้อื่นดำรงตำแหน่งจนครบวาระของผู้ที่ตนแทนภายใน 30 วัน โดยจะเชิญผู้ที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมเข้ามารับตำแหน่ง
     3. กรณีที่ประธานคณะกรรมการสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย ลาออกหรือต้องออกจากตำแหน่ง ให้รองประธานคณะกรรมการสภาทำหน้าที่แทนประธานจนครบวาระ
     4. ประธานสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย และคณะกรรมการสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย รับการเลือกตั้งติดต่อกันได้ไม่เกิน 2 สมัยโดยให้ว่างเว้น 1 สมัย
หมวด 10 คณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
  10.1 องค์ประกอบ
คณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย มาจากคณะกรรมการสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย ประกอบด้วย
   1. ประธาน
   2. รองประธาน
   3. เลขานุการ
   4. เหรัญญิก
   5. กรรมการ
และให้ประธานภาคที่สมบูรณ์ ร่วมกันเป็นคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยโดยตำแหน่ง
  10.2 คุณสมบัติของคณะกรรมการบริหาร
    1. เป็นผู้ทำการในคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย ติดต่อกันไม่น้อยกว่า 10 ปี
    2. มีคุณสมบัติตามพระธรรม 1ทธ 3-7
    3. มีอายุไม่น้อยกว่า 40 ปี
    4. มีสถานภาพเป็นศาสนาจารย์
    5. ผู้ที่มีสิทธิได้รับการเสนอชื่อเพื่อรับการเลือกตั้งเป็นคณะกรรมการบริหาร ต้องเป็นบุคคลที่ไม่อยู่ในระหว่างการลงวินัย หากเคยถูกลงวินัยร้ายแรงจะต้องพ้นการลงวินัยมาแล้วมากกว่า 3 ปี
    6. ต้องไม่เป็นเจ้าหน้าที่ของคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
    7. สามีภรรยาเป็นกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยในสมัยเดียวกันไม่ได้
    8. ต้องเป็นศิษยาภิบาลของคริสตจักรท้องถิ่น
  10.3 สิทธิและหน้าที่ของคณะกรรมการบริหาร
    1. มีสิทธิและหน้าที่ที่จะดำเนินการพิจารณาโทษ ในกรณีที่คริสตจักร สถาบันและหน่วยงานต่าง ๆ หรือบุคคลใด ๆ ดำเนินการขัดต่อ ธรรมนูญ กฎระเบียบข้อบังคับคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
    2. มีสิทธิพิจารณาถอดถอนผู้ทำการ คริสตจักร สถาบัน โดยความเห็นชอบของการประชุมสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
    3. เป็นผู้นำฝ่ายวิญญาณเพื่อก่อให้เกิด การสามัคคี เพื่อบรรลุพันธกิจหลักของคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
    4. อนุมัติและดูแลโครงการต่าง ๆ โดยความเห็นชอบของการประชุมสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
    5. พิจารณาจริยธรรมและเลื่อนสถานภาพผู้ทำการที่อยู่ในคณะ รวมทั้งการพิจารณารับรองผู้ทำการที่สมัครเข้ามาใหม่
    6. รับรองและดูแลการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหาร คณะกรรมการภาค และคณะกรรมการสายงานพันธกิจ
    7. มีหน้าที่รับผิดชอบต่อการเข้าร่วมประชุมของคณะกรรมการบริหาร
    8. เป็นสื่อกลางกับทางราชการ องค์กรในประเทศ และต่างประเทศ
    9. มีอำนาจในการแก้ไข ทักท้วง และระงับการตัดสินใจของคณะกรรมการภาคตามความเหมาะสม
  10.4 สิทธิหน้าที่ของตำแหน่งต่าง ๆ
    1. สิทธิหน้าที่ของประธาน
    1) เป็นประธานของคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
     2) เป็นประธานในการดำเนินการประชุมสภาสามัญประจำปีและสภาวิสามัญ
    3) เป็นผู้เซ็นชื่อรับรองผู้สมัครเข้าเป็นสมาชิกที่ได้ผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการบริหาร
    4) เป็นประธานในการประชุมที่เกี่ยวข้องกับการทำนิติกรรม
    5) เป็นกรรมการร่วมในแผนกและงานองค์การสถาบันต่าง ๆโดยตำแหน่ง
    6) เป็นผู้ลงนามรับรองเอกสารต่าง ๆ โดยการเห็นชอบของคณะกรรมการบริหาร
    7) ให้คำปรึกษาแนะนำดูแลงานทั่วไปของคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
    8) เป็นตัวแทนของคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยต่อทางราชการ สถาบัน หน่วยงาน หรือ องค์กรอื่น ๆ
    2. สิทธิและหน้าที่รองประธาน
    1) เป็นรองประธานของคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
    2) ทำหน้าที่แทนประธานในกรณีที่ประธานไม่สามารถทำหน้าที่ได้
    3) รับผิดชอบตามที่ประธานได้มอบหมาย
     4) ในกรณีประธานพ้นจากตำแหน่งก่อนครบวาระ ให้รองประธานทำหน้าที่แทนจนครบวาระ
    3. สิทธิและหน้าที่ของเลขานุการ
     1) รับผิดชอบการบันทึกและเก็บเอกสารของคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย รวมทั้งมติของการประชุมคณะกรรมการ
     2) รับผิดชอบการเก็บรักษาตราสาร ตราประทับของคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
     3) รับผิดชอบการเก็บรักษาข้อมูล สถิติ และเอกสารสำคัญต่าง ๆ ของคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
    4. สิทธิและหน้าที่ของเหรัญญิก
    1) รับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินของคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
    2) ดูแลการรับมาและจ่ายไปของการเงินตามมติของคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
    3) เก็บรักษาบันทึกรายงานการเงิน เอกสารสำคัญต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเงิน
    4) รายงานการเงินแก่คณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย เป็นประจำทุกการประชุม
    5) รายงานการเงินในที่ประชุมสภาสามัญประจำปี
    6) รับผิดชอบการจัดทำงบประมาณประจำปี เสนอคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
    5. การพ้นจากตำแหน่งของคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
    1) ดำรงตำแหน่งครบวาระ
    2) ขาดประชุมคณะกรรมการบริหารติดต่อกันเกิน 2 ครั้ง
     3) ไม่อยู่ในวิสัยที่จะปฏิบัติหน้าที่ได้
    4) สิ้นสุดการเป็นคณะกรรมการโดย
      ก. ลาออก
      ข. ทุจริตในหน้าที่
      ค. มีพฤติกรรมในทางเสื่อมเสีย
      ง. เสียชีวิต
      จ. ต้องออกเนื่องจากประธานคณะกรรมการบริหารพ้นจากตำแหน่ง
หมวด 11 มูลนิธิคริสเตียนสัมพันธ์
  11.1 คณะกรรมการมูลนิธิคริสเตียนสัมพันธ์ เป็นผู้ควบคุมการดำเนินงานของมูลนิธิคริสเตียนสัมพันธ์ ให้เป็นไปตามตราสารของมูลนิธิคริสเตียนสัมพันธ์
  11.2 การใช้สังหาริมทรัพย์และอสังหาริมทรัพย์ของมูลนิธิคริสเตียนสัมพันธ์ ให้ถือปฏิบัติดังนี้
    1. ที่ดินและอาคารซึ่งได้แจ้งต่อกรมที่ดินถึงวัตถุประสงค์ของการใช้อย่างเจาะจง ให้ดำเนินการตามวัตถุประสงค์อย่างเคร่งครัด
    2. ส่วนที่มิได้เจาะจง คณะกรรมการบริหารมูลนิธิคริสเตียนสัมพันธ์ขอสงวนสิทธิ์ที่จะใช้ดุลยพินิจใช้ตามความเหมาะสม โดยพฤตินัยนั้นคริสตจักรเป็นเจ้าของทรัพย์สินต่างๆในคริสตจักร คณะกรรมการคริสตจักรมีสิทธิโดยชอบธรรมในการจำหน่าย จ่าย โอน สังหาริมทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ของคริสตจักร โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการมูลนิธิคริสเตียนสัมพันธ์
หมวด 12 เลขาธิการ
  12.1 คุณสมบัติของเลขาธิการ
    1. เป็นผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี สายสามัญหรือศาสนศาสตร์
    2. เป็นผู้มีอายุไม่น้อยกว่า 35 ปี
    3. เป็นผู้เข้าใจกิจการและการบริหารของคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
    4. เป็นผู้ไม่มีตำแหน่งใดใด ในคณะกรรมการบริหาร หรือเป็นศิษยาภิบาลคริสตจักร
    5. เป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์ดี
    6. เป็นผู้ไม่มีหน้าที่รับผิดชอบงานอื่นใดในหน่วยงาน
    7. ไม่มีคดีความหรืออยู่ในระหว่างการฟ้องร้อง
  12.2 หน้าที่ความรับผิดชอบ
    1. รับผิดชอบงานตามนโยบายที่ได้รับมอบหมายจากการประชุมสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย คณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย และคณะกรรมการมูลนิธิคริสเตียนสัมพันธ์
    2. จัดเตรียมเอกสารและวาระการประชุมสำหรับคณะกรรมการมูลนิธิคริสเตียนสัมพันธ์ คณะกรรมการบริหารสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย และการประชุมอื่นๆ
    3. ดูแลการบริหารงานคริสตจักร ภาค พันธกิจ หน่วยงานและสถาบัน ในสังกัดคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย ให้เป็นไปตามนโยบาย และมติของคณะกรรมการมูลนิธิคริสเตียนสัมพันธ์ และคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
    4. สรุปผลงานจากคริสตจักร ภาค พันธกิจ หน่วยงาน และสถาบัน ในสังกัดคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย เสนอต่อคณะกรรมการมูลนิธิ คริสเตียนสัมพันธ์ คณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย และสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
    5. ควบคุม ดูแล การบริหารงานสำนักงานคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
หมวด 13 ภาค
  13.1 วัตถุประสงค์
    1. เพื่อการดูแลสมาชิกในภาคและประสานงานระหว่างคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยกับสมาชิกภายในภาค
    2. เพื่อการสามัคคีธรรมและส่งเสริมการประกาศ การตั้ง และเสริมสร้างคริสตจักร พัฒนาผู้รับใช้ และสังคมบริการภายในภาค
  13.2 ลักษณะของภาค
ให้คณะกรรมการบริหารจัดระเบียบบริหารและแบ่งภาคตามเขตภูมิศาสตร์ สายสัมพันธ์ และการใช้ภาษาตามวัฒนธรรม
  13.3 คุณสมบัติของภาคที่สมบูรณ์
   1. มีคริสตจักรสมบูรณ์ไม่น้อยกว่า 5 คริสตจักร และมีสมาชิกไม่น้อยกว่า 150 คน
    2. มีผู้ทำการที่มีสถานภาพเป็นศาสนาจารย์ ในคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย 2 คน
   3. มีระเบียบบริหารที่ชัดเจน
   4. มีการเลือกตั้งคณะกรรมการภาค โดยได้รับการรับรองจากคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
  13.4 คณะกรรมการคริสเตียนสัมพันธ์ภาค
    1. องค์ประกอบ
     คณะกรรมการภาคมีจำนวน 5 คน ประกอบด้วย
     1) ประธานภาค
     2) รองประธานภาค
     3) เลขานุการภาค
     4) เหรัญญิกภาค
     5) กรรมการภาค
    2. อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการภาค
     1) เป็นผู้ประสานงานระหว่างคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยกับสมาชิกในภาค
     2) เป็นผู้ประสานงานระหว่างสถาบันหรือหน่วยงาน ของคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยกับสมาชิกในภาค
     3) เป็นตัวแทนของคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยในภาคนั้น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยในกิจกรรมต่าง ๆ
     4) ในกรณีเกิดการพิพาทกันของสมาชิกในภาค ให้คณะกรรมการภาคเป็นผู้เรียกคู่กรณีพิพาทกันทั้งสองฝ่ายมาตกลงปรับความเข้าใจกันก่อน หากตกลงกันหรือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้ ให้คณะกรรมการภาคนำเรื่องดังกล่าวเสนอต่อคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยเพื่อดำเนินการต่อไป
     5) เป็นผู้พิจารณากลั่นกรอง และให้การรับรองต่อคริสตจักร และบุคคลที่ต้องการสมัครเข้าร่วมงานกับคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยและรวมทั้งการขอเลื่อนสถานภาพผู้ทำการก่อนนำเสนอให้คณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยพิจารณาต่อไป
     6) เป็นผู้ดูแล จัดสรรงบประมาณ และบริหารการเงินของภาค
     7) เป็นผู้ดูแล พิจารณา และตักเตือนผู้ทำการ หรือคริสตจักรที่ทำผิดจริยธรรม หรือกระทำผิดต่อธรรมนูญ กฎระเบียบข้อบังคับคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย รวมไปถึงการเสนอลงวินัยผู้ทำการหรือคริสตจักรต่อคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยด้วย
     8) คณะกรรมการภาคมีขอบเขตในการบริหารงานเฉพาะในภาคของตน ให้สอดคล้องกับนโยบายของคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
     9) หน้าที่รับผิดชอบของแต่ละตำแหน่งนั้น ให้อยู่ในดุลยพินิจของคณะกรรมการแต่ละภาค
    3. วาระการดำรงตำแหน่ง
กรรมการภาค มีวาระดำรงตำแหน่งคราวละ 4 ปี หากมีตำแหน่งว่างก่อนครบวาระให้กรรมการที่เหลือแต่งตั้งผู้อื่นให้ดำรงตำแหน่งแทน จนครบวาระของตำแหน่งที่ว่าง
    4. คุณสมบัติของกรรมการภาค
     1) ประธานภาค ต้องมีคุณสมบัติตามคุณสมบัติของคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย กฎข้อบังคับหมวด 10 ข้อ 10.2
     2) คณะกรรมการ ต้องเป็นผู้ทำการในคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยไม่น้อยกว่า 3 ปี และมีสถานภาพตั้งแต่ครูศาสนาขึ้นไป
     3) คณะกรรมการภาคเป็นศิษยาภิบาลเต็มเวลา และบัตรผู้ทำการไม่หมดอายุ
     4) สามีและภรรยาเป็นกรรมการภาคในสมัยเดียวกันไม่ได้
    5. การเลือกตั้งกรรมการภาค
    คณะกรรมการภาคได้รับการเลือกตั้งจาก
     1) ผู้ทำการที่มีสถานภาพตั้งแต่ครูศาสนาขึ้นไปที่ปฏิบัติงานอยู่ในพื้นที่ของภาคนั้น ๆ
     2) คริสตจักร ส่งตัวแทนได้ 2 คน สถานประกาศ ที่มีสมาชิกเกิน 20 คน ส่งตัวแทนได้ 1 คน
     3) ให้ใช้วิธีเลือกตั้งตามวิธีการเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
  13.5 ภาคที่ยังขาดคุณสมบัติ
ภาคตามกำหนดทางภูมิศาสตร์ที่มีคุณสมบัติไม่ครบถ้วน ให้การบริหารงานของภาคนั้นอยู่ภายใต้การดูแลของ คณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
  13.6 ความรับผิดชอบของกรรมการภาค
    1. ภาคต้องดำเนินงานสอดคล้องกับนโยบายของคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
    2. ภาคต้องเสนอแผนงานและงบประมาณประจำปีต่อคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย ภายในเดือนธันวาคมของทุกปี
    3. ภาคต้องส่งรายงานการดำเนินงานและรายงานการเงินประจำปีของภาค ก่อนการประชุมสามัญประจำปีไม่น้อยกว่า 2 เดือน และตามที่ได้รับการร้องขอจากคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
    4. ภาคต้องส่งรายงานการประชุมของคณะกรรมการภาค ให้กับคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยทุกครั้ง ภายในไม่เกิน 2 สัปดาห์ นับจากวันที่มีการประชุม
    5. ภาคต้องส่งเงิน 50% ของรายรับที่ได้จากเงินถวายของผู้ทำการ และรายรับที่ได้จากคริสตจักรเข้าสำนักงานคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยในแต่ละเดือน
หมวด 14 สถาบัน และ สถาบันร่วม
คือ องค์กร ได้รับการจัดตั้งจากคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย หรือคณะบุคคลอื่น ๆ จัดตั้งขึ้นและได้สมัครเข้าร่วมงานกับ คริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
14.1 วัตถุประสงค์ของสถาบัน
   1. เพื่อให้มีคณะบุคคลรับผิดชอบและดำเนินงานเฉพาะด้านอย่างเจาะจงและต่อเนื่อง
   2. เพื่อส่งเสริมคริสตจักรท้องถิ่นในงานรับใช้ ที่คริสตจักรท้องถิ่นไม่สามารถทำได้ หรือทำได้ไม่เต็มที่
   3. เพื่อตอบสนองต่อนโยบายและแผนงานของคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
14.2 ประเภทของสถาบัน
   1. สถาบันที่จัดตั้งโดยคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย คือ หน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นตามมติคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย เพื่อมอบหมายให้ปฏิบัติพันธกิจตามวัตถุประสงค์ ของคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย หน่วยงานในสังกัดจะต้องปฏิบัติตามแนวทางที่คณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยวางไว้ หากมีหน่วยงานเดิมที่ไม่สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบใหม่นี้ได้ ให้คณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยดำเนินการตามความเหมาะสม
   2. สถาบันร่วม คือ องค์กร หน่วยงาน หรือสถาบัน ที่ไม่ได้ก่อตั้งขึ้นภายใต้คริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย แต่มีความประสงค์เข้าร่วมพันธกิจกับคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย หน่วยงานร่วมต้องปฏิบัติตามแนวทางดังต่อไปนี้
   ก. ต้องปฏิบัติตามข้อตกลง ระเบียบ และข้อบังคับที่ได้กระทำร่วมกัน
   ข. มีการเสนอแผนการปฏิบัติงานที่ชัดเจนต่อคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
    ค. รายงานกิจกรรมให้คณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยทราบ ภายในเดือนธันวาคมของทุกปี หรือตามที่ได้รับการร้องขอ
    ง. ยินดีให้ความร่วมมือเมื่อได้รับการร้องขอ
14.3 การดำเนินงานของสถาบันและหน่วยงานในสังกัด
   1. ทุกหน่วยงานต้องเขียนแผนงานและเป้าหมายในการปฏิบัติงาน เสนอต่อคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยก่อนลงมือปฏิบัติงาน
   2. ต้องรายงานผลการปฏิบัติงานต่อคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย ภายในเดือนธันวาคมของทุกปี หรือตามที่ได้รับการร้องขอ
   3. งบประมาณการเงินต้องผ่านมูลนิธิคริสเตียนสัมพันธ์ หรือบัญชีอื่น ๆ ที่คณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยกำหนด
   4. คณะกรรมการหรือผู้อำนวยการต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
14.4 การรับรองและยกเลิกการรับรอง
สภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย มีสิทธิ์ที่จะรับรองและยกเลิกการรับรองสถาบันและหน่วยงาน ในกรณีต่าง ๆ ดังต่อไปนี้
   1. การดำเนินงานไม่สอดคล้องกับธรรมนูญ และกฎระเบียบข้อบังคับคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
   2. ไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ระเบียบ และข้อบังคับที่ได้กระทำร่วมกัน
   3. ไม่ดำเนินการตามแผนการปฏิบัติงานที่ได้เสนอ และได้รับการอนุมัติแล้วจากคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
   4. ขาดความจริงใจในการให้ความร่วมมือและสนับสนุนต่อคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
   5. ขาดการมีส่วนร่วมถวายเข้ากองกลางตามกฎระเบียบข้อบังคับ
หมวด 15 คริสตจักรท้องถิ่น
คือ คริสตชนที่รับเชื่อในพระเยซูคริสต์และยอมรับหลักข้อเชื่อของคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย รวมตัวกันเป็นคริสตจักร และพร้อมใจกันร่วมรับผิดชอบให้ดำรงไว้ซึ่งคำสอนตามพระคัมภีร์และตามธรรมนูญ และกฎระเบียบที่คริสตจักรได้ให้ไว้กับคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
15.1 คุณสมบัติคริสตจักรท้องถิ่น
   1. มีจำนวนสมาชิกที่สมบูรณ์ไม่น้อยกว่า 30 คน และสามารถดำเนินงานเองโดยรายได้จากการถวายภายในคริสตจักร
   2. ยอมรับและปฏิบัติตามธรรมนูญ และกฎระเบียบข้อบังคับคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
   3. คุณสมบัติผู้บริหารคริสตจักรต้องสอดคล้องกับพระธรรม 1 ทิโมธี 3:1-7
   4. มีธรรมนูญ และกฎระเบียบของคริสตจักรที่สอดคล้องกับธรรมนูญ และกฎระเบียบข้อบังคับคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
   5. มีเอกสารรับรองเป็นทางการจากคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
   6. มีสถานที่ประชุมที่สามารถติดต่อได้แน่นอน และมีการนมัสการเป็นประจำ
   7. ศิษยาภิบาลของคริสตจักรต้องเป็นผู้ทำการ และมีบัตรผู้ทำการในคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยที่ยังไม่หมดอายุ
   8. ความรับผิดชอบต่อคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย ตามกฎระเบียบข้อบังคับ หมวด 15 ข้อ 15.4
15.2 สิทธิ์ของคริสตจักร
   1. มีสิทธิ์ที่จะปกครองตนเอง มีสิทธิ์เลือกศิษยาภิบาล คณะผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่ และกรรมการเพื่อดำเนินศาสนกิจภายในคริสตจักรของตนเอง
   2. มีสิทธิ์ในการใช้วินัยกับสมาชิกในคริสตจักร
   3. มีสิทธิ์ในการรับมาและจ่ายไปซึ่งทรัพย์สินที่ได้รับบริจาคโดยตรง ยกเว้นศาสนสมบัติของมูลนิธิคริสเตียนสัมพันธ์ที่ให้ใช้ ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบของมูลนิธิคริสเตียนสัมพันธ์
   4. สามารถเข้าร่วมประชุมสภาสามัญ และสภาวิสามัญได้ตามสิทธิ์ที่กำหนดไว้ในกฎระเบียบข้อบังคับ หมวด 8
   5. มีสิทธิ์เสนอแก้ไขปรับปรุงธรรมนูญ กฎระเบียบข้อบังคับคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
   6. มีสิทธิ์รับการสนับสนุนและการเสริมสร้างจากคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย และสถาบันหรือหน่วยงานต่าง ๆ รวมทั้งคณะมิชชันนารีที่ร่วมงานกับคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
   7. มีสิทธิ์รับการคุ้มครองทางกฎหมายจากคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
   8. มีสิทธิ์จัดตั้งสถาบัน และหน่วยงาน เพื่อสนับสนุนพันธกิจของคริสตจักร หรือจดทะเบียนเป็นหน่วยงานร่วมในคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
   9. มีสิทธิ์ดำเนินงานพันธกิจในการประกาศข่าวประเสริฐของพระเยซูคริสต์ และตั้งคริสตจักร เสริมสร้างคริสตจักร เสริมสร้างผู้รับใช้พระเจ้า และสังคมบริการ ภายใต้ธรรมนูญ กฎระเบียบข้อบังคับคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
   10. มีสิทธิ์ให้การรับรอง หรือออกบัตรรับรองผู้เผยแพร่คริสตศาสนา
15.3 สถานประกาศ
คือ คริสตจักรหรือกลุ่มผู้เชื่อที่ยังไม่มีคุณสมบัติครบตามกฎข้อบังคับ หมวด 15 ข้อ15.1 ให้อยู่ในการดูแลของภาคหรือคริสตจักรแม่ หรือคริสตจักรใดคริสตจักรหนึ่งที่ได้รับการมอบหมาย หรือร้องขอจากคณะกรรมการภาค หรือคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
15.4 ความรับผิดชอบของคริสตจักรและสถานประกาศ
   1. ยินดีให้ความร่วมมือและปฏิบัติตามธรรมนูญ กฎระเบียบข้อบังคับคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยอย่างเคร่งครัด
   2. ยินดีให้ความร่วมมือต่อคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย และคณะกรรมการภาค
   3. ส่งตัวแทนเข้าร่วมประชุมภาคสม่ำเสมอ และให้ความร่วมมือต่อคณะกรรมการภาคเป็นอย่างดี
   4. รักษาความสัมพันธ์อันดีกับคริสตจักรอื่น ๆ ในคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย และคริสตจักรที่คริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยยอมรับ
   5. สถานประกาศถวายเดือนละ 100 บาท คริสตจักรที่มีสมาชิก 30-50 คน ถวายเดือนละ 200 บาท คริสตจักรที่มีสมาชิก 51-99 คน ถวายเดือนละ 300 บาท คริสตจักรที่มีสมาชิกมากกว่า 100 คน ถวายเดือนละ 400 บาท เข้าภาคที่คริสตจักรสังกัดอยู่
15.5 การนับจำนวนสมาชิกของคริสตจักร
   1. สมาชิกสมบูรณ์ ในความหมายของกฎระเบียบข้อบังคับคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย หมายถึง บุคคลดังต่อไปนี้
   ก. กลับใจบังเกิดใหม่และรับบัพติศมาในน้ำแล้ว
   ข. มาประชุมนมัสการวันอาทิตย์เป็นประจำอย่างต่อเนื่อง
   ค. มีส่วนร่วมในการสามัคคีธรรมต่าง ๆ ของคริสตจักร
   ง. เป็นบุคคลที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 13 ปี
   2. สมาชิกสมทบ หมายถึง บุคคลที่มีคุณสมบัติไม่ครบทุกข้อตาม หมวด 15 ข้อ 15.5 ทั้งนี้ให้ยึดถือตามความเห็นของคณะผู้นำของคริสตจักรนั้น ๆ เป็นหลัก
15.6 การลงวินัยของคริสตจักรท้องถิ่นต่อสมาชิกทั่วไปและผู้นำที่กระทำผิด
ใช้หลักการลงวินัยตามระเบียบบริหารที่กำหนดโดยสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
15.7 การสิ้นสุดสมาชิกภาพการเป็นคริสตจักรในสังกัดคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
   1. ลาออกอย่างเป็นทางการ
   2. ไม่ปฏิบัติอยู่ในธรรมนูญ กฎระเบียบข้อบังคับคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
   3. ไม่ให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย และคณะกรรมการภาคที่คริสตจักรสังกัดอยู่
   4. ขาดความรับผิดชอบต่อคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย ตามกฎข้อบังคับ หมวด 15 ข้อ 15.4
   5. ขาดคุณสมบัติข้อใดข้อหนึ่ง ตามกฎข้อบังคับ หมวด 15 ข้อ 15.1 ให้เปลี่ยนสถานภาพเป็นสถานประกาศ
   6. หากคริสตจักรหรือสถานประกาศที่ขาดความรับผิดชอบข้อหนึ่งข้อใด ให้คณะกรรมการบริหารทำหนังสือตักเตือน ถ้าหากยังเพิกเฉยคณะกรรมการบริหารมีสิทธิ์ที่จะพิจารณาเพิกถอนสิทธิ์บางประการ หรือให้สิ้นสุดสถานภาพการเป็นคริสตจักรหรือสถานประกาศได้
หมวด 16 คณะกรรมการตีความธรรมนูญสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
16.1 คำวินิจฉัยของคณะกรรมการตีความธรรมนูญให้ถือเสียงข้างมากเป็นเอกฉันท์
16.2 คณะกรรมการตีความธรรมนูญมีวาระการดำรงตำแหน่งสมัยละ 4 ปี และจะรับเลือกให้เป็นกรรมการได้สมัยเว้นสมัย
16.3 คณะกรรมการตีความธรรมนูญมีหน้าที่วินิจฉัยข้อขัดแย้งและปัญหาของธรรมนูญ และระเบียบปฏิบัติของธรรมนูญ ในกรณีที่ระเบียบใดๆ ที่กำหนดขึ้นและคณะกรรมการบริหารมีมติอนุมัติ หากมีข้อความขัดแย้งต่อกัน ให้กรรมการตีความธรรมนูญ มีสิทธิ์วินิจฉัยด้วย
16.4 ผู้มีสิทธิ์เสนอให้คณะกรรมการตีความธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด มีดังต่อไปนี้
  1. การร่วมประชุมสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
   2. คณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
   3. คณะกรรมการมูลนิธิคริสเตียนสัมพันธ์
16.5 ขั้นตอนการเสนอให้คณะกรรมการตีความธรรมนูญวินิจฉัย มีดังต่อไปนี้
   1. ให้ผู้มีสิทธิ์เสนอปัญหาข้อขัดแย้งเป็นลายลักษณ์อักษรให้ชัดเจนพร้อมประเด็นที่จะให้คณะกรรมการตีความธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย พร้อมส่งสำเนาไปให้คณะกรรมการบริหาร โดยจ่าหน้าซองปิดผนึกถึงประธานคณะกรรมการตีความธรรมนูญ
   2. หลังจากประธานได้รับหนังสือดังกล่าว ให้เรียกประชุมคณะกรรมการตีความธรรมนูญ ภายใน 14 วัน และให้การวินิจฉัยเสร็จสิ้นภายใน 60 วัน
   3. เมื่อมีคำวินิจฉัยออกมาแล้ว คณะกรรมการตีความธรรมนูญต้องแจ้งให้คู่กรณีทราบ เป็นลายลักษณ์อักษร และให้กรรมการที่ร่วมวินิจฉัยลงลายมือชื่อร่วมกัน
16.6 องค์ประชุมของคณะกรรมการตีความธรรมนูญให้ถือเอา 2 ใน 3 ของจำนวนกรรมการทั้งหมด
16.7 คณะกรรมการตีความธรรมนูญ มีสิทธิ์เชิญผู้เสนอปัญหา หรือผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงเรื่องราวต่อที่ประชุมของคณะกรรมการ หรือขอให้ผู้หนึ่งผู้ใดส่งเอกสารหลักฐานเข้ามาประกอบการพิจารณาได้
16.8 คำวินิจฉัยของคณะกรรมการตีความธรรมนูญ ให้ถือเสียง 2 ใน 3 ของจำนวนกรรมการตีความทั้งหมดเป็นที่สิ้นสุด แล้วแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องทราบคำวินิจฉัยของคณะกรรมการตีความธรรมนูญทุกเรื่องทุกกรณี ให้ส่งไปให้คณะกรรมการบริหาร
หมวด 17 การแก้ไขและเปลี่ยนแปลงธรรมนูญ
17.1 ในการเสนอเพื่อแก้ไขเปลี่ยนแปลงข้อความใด ๆ ในธรรมนูญ หรือกฎระเบียบข้อบังคับคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย ผู้เสนอจะต้องยื่นข้อความที่ต้องการให้มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง และข้อความที่ต้องการให้ใช้แทนข้อความเดิม เป็นลายลักษณ์อักษรต่อคณะกรรมการบริหารเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 3 เดือนก่อนการประชุมสภาสามัญหรือการประชุมสภาวิสามัญ
17.2 ข้อเสนอเพื่อการแก้ไขเปลี่ยนแปลงใดๆ จะต้องผ่านการรับรองจากคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ก่อน แล้วจึงจะส่งต่อไปยังสมาชิกคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 เดือน ก่อนการประชุมสภาสามัญประจำปี หรือการประชุมสภาวิสามัญ
17.3 ในกรณีที่ข้อเสนอเพื่อการแก้ไขเปลี่ยนแปลงใดๆ ไม่ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการบริหารคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย ให้ผู้เสนอนำข้อความที่ต้องการเปลี่ยนแปลงนำเสนอต่อที่ประชุมสภาคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
17.4 ข้อเสนอเพื่อการแก้ไขเปลี่ยนแปลงธรรมนูญ หรือกฏระเบียบข้อบังคับคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย จะมีผลบังคับใช้ก็ต่อเมื่อที่ประชุมสภาสามัญประจำปี หรือที่ประชุมสภาวิสามัญรับรอง ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 แล้วเท่านั้น


ประกาศใช้ วันที่ 7 เมษายน 2015
ตามมติที่ประชุมสามัญประจำปี 2014

(ศจ.ดร.วีรชัย โกแวร์)
ประธานคริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทย
ร่วมพูดคุย
ยังไม่มีใครคอมเมนท์.
แสดงความเห็น
กรุณาเข้าสู่ระบบเพื่อแสดงความเห็น.
คะแนน
สามารถให้คะแนนได้เฉพาะสมาชิกเท่านั้น.

โปรดเข้าสู่ระบบก่อนการให้คะแนน.

ยังไม่มีการให้คะแนน.
เข้าสู่ระบบ
User name

รหัสผ่าน



ไม่ได้เป็นสมาชิก?
คลิกที่นี่ เพื่อลงทะเบียน.

ลืมรหัสผ่าน?
ขอรหัสผ่านใหม่.
ฝากข้อความ
คุณต้องLogin ก่อนฝากข้อความ.

ยังไม่มีข้อความที่ส่งเข้ามา.