เมนู
หน้าแรก
สำนักงาน
พันธกิจ
คริสตจักร
สาระน่ารู้
webboard
ภาพกิจกรรม
มูลนิธิ
ดาวน์โหลด
เว็บลิงค์
ติดต่อเรา
ค้นหา
กำลังออนไลน์
บุคคลทั่วไปออนไลน์: 1

สมาชิกออนไลน์: 0

สมาชิกทั้งหมด: 7,577
สมาชิกใหม่: JoshuaOl
หลักข้อเชื่อ
มาตรา 5 หลักข้อเชื่อ
คริสเตียนสัมพันธ์ประเทศไทยมีความเชื่อตามหลักข้อเชื่อคริสเตียนสัมพันธ์สากล
พระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นบรรทัดฐานที่สมบูรณ์เพียงพอทุกประการ สำหรับความเชื่อและการปฏิบัติของเราหลักข้อเชื่อฉบับนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นพื้นฐานของการสามัคคีธรรมระหว่างเราทั้งหลาย (กล่าวคือเพื่อให้เราทุกคนสอนเหมือนกันหมด 1โครินธ์ 1:10, กิจการ 2:24) ถ้อยคำที่ใช้ในหลักข้อเชื่อฉบับนี้ไม่ได้รับการดลใจจากพระเจ้าและเราจะไม่ต่อสู้ยืนยันว่าต้องเขียนตามนี้เท่านั้นจึงจะถูกต้อง แต่เราถือว่าความจริงที่อยู่ในหลักข้อเชื่อฉบับนี้เป็นสาระสำคัญของงานรับใช้แห่งข่าวประเสริฐที่สมบูรณ์ หลักข้อเชื่อฉบับนี้ไม่ได้บรรจุความจริงทุกประการที่มีอยู่ในพระคริสตธรรมคัมภีร์ แต่ครอบคลุมเฉพาะหลักคำสอนพื้นฐานที่เป็นความจำเป็นของเราเท่านั้น

1. พระคริสตธรรมคัมภีร์ได้รับการดลใจจากพระเจ้า
ถ้อยคำในพระคริสตธรรมคัมภีร์ทั้งภาคพันธสัญญาเดิมและภาคพันธสัญญาใหม่เป็นถ้อยคำที่ได้รับการดลใจจากพระเจ้าและเป็นการสำแดงของพระเจ้าต่อมนุษย์ ดังนั้นจึงเป็นบรรทัดฐานอันทรงไว้ซึ่งความไม่ผิดพลาด และสิทธิในเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อและความประพฤติ (2 ทิโมธี 3:15-17, เธสะโลนิกา2:13, 2เปโตร 1:21)

2. พระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียว
พระเจ้าเที่ยงแท้องค์เดียวได้ทรงสำแดงพระองค์ว่าทรงเป็นพระเจ้าผู้ทรงดำรงพระชนม์อยู่ด้วยพระองค์เองตลอดชั่วนิรันดร์ ทรงเป็นผู้เนรมิตสร้างฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก และทรงเป็นพระผู้ไถ่ของมนุษย์ทั้งปวงพระองค์ได้ทรงสำแดงพระองค์อีกด้วยว่าในความสัมพันธ์และความเกี่ยวเนื่องกันนั้นพระองค์ทรงเป็นพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ (เฉลยธรรมบัญญัติ 6:4, อิสยาห์ 43:10-11, มัทธิว 28:19, ลูกา 3:22)
แก่นแท้ของพระเจ้าซึ่งสมควรแก่การสักการะบูชา
2.1 คำจำกัดความ
ถึงแม้คำว่า "ตรีเอกานุภาพ" และคำว่า "บุคคล" ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแก่นแท้ของ พระเจ้านั้น จะไม่ปรากฏในพระคริสตธรรมคัมภีร์เลยก็ตามแต่ถ้อยคำดังกล่าวเป็นคำที่สอดคล้องกับพระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นถ้อยคำที่เราใช้ในการสื่อสารให้คำอื่นทราบถึงความเข้าใจของเราในหลักคำสอนเรื่องพระคริสต์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับแก่นแท้ของพระเจ้าที่แตกต่างจากพระอื่นๆที่มีมากมาย เพราะฉะนั้นเราจึงพูดได้อย่างเหมาะสมว่าพระเจ้าของเราผู้ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าองค์เดียวทรงเป็นตรีเอกานุภาพหรือพระเจ้าองค์เดียวผู้ทรงเป็นสามบุคคล และคำพูดดังกล่าวยังคงสอดคล้องกับพระคริสตธรรมคัมภีร์ (ตัวอย่าง มัทธิว 28:19, โครินธ์ 13:14, ยอห์น 14:16-17)
2.2 ความแตกต่างและความสัมพันธ์ในแก่นแท้ของพระเจ้า
พระคริสต์ทรงสอนถึงความแตกต่างกันระหว่างบุคคลต่างๆ ในแก่นแท้ของพระเจ้าโดยพระองค์ได้ทรงกล่าวถึงด้วยถ้อยคำที่บ่งบอกถึงความสัมพันธ์อย่างเฉพาะเจาะจงว่าทรงเป็นพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ แต่รูปแบบของความแตกต่างและความสัมพันธ์นี้อยู่นอกเหนือการวิเคราะห์และความเข้าใจของมนุษย์ ทั้งนี้ก็เพราะพระคริสตธรรมคัมภีร์ไม่ได้อธิบายไว้ (ลูกา 1:35, 1โครินธ์ 1:24, มัทธิว 11:25-27; 28:19, 2โครินธ์ 13:14, 1ยอห์น 1:3-4)
2.3 ความเป็นเอกภาพแก่นแท้เดียวของพระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์
เพราะฉะนั้นจึงไม่อะไรบางอย่างในพระบุตรที่ทำให้พระองค์ทรงเป็นพระบุตรและไม่ใช่พระบิดาและมีอะไรบางอย่างในพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทำให้พระองค์ทรงเป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์และไม่ใช่พระบิดาหรือพระบุตร ด้วยเหตุนี้พระบิดาจึงทรงเป็นผู้กำเนิดพระบุตรทรงเป็นผู้ที่กำเนิดและพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นผู้ที่มาจากพระบิดาและพระบุตร เพราะว่าทั้ง 3 บุคคลในแก่นแท้ของพระเจ้านี้ทรงอยู่ในสถานภาพที่เป็นเอกภาพ ดังนั้นจึงมีพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุดเพียงพระองค์เดียว (ยอห์น 1:18; 15:26; 17:11,21, เศคาริยาห์ 14:9)
2.4 ความเป็นปัจเจกบุคคลและความร่วมมือในแก่นแท้ของพระเจ้า
พระบิดา พระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ทรงเหมือนกันในความเป็นบุคคล ไม่ทรงสับสนกันในความสัมพันธ์ ไม่ทรงแบ่งแยกกันในแก่นแท้ของพระเจ้าและไม่ทรงต่อต้านกันในความร่วมมือต่อกันในด้านความสัมพันธ์กันนั้น พระบุตรทรงอยู่กับพระบิดาและพระบิดาทรงอยู่กับพระบุตรในด้านสิทธิอำนาจนั้นพระบิดาไม่ได้มาจากพระบุตรแต่พระบุตรมาจากระบิดา ในด้านธรรมชาติความสัมพันธ์ ความร่วมมือและสิทธิอำนาจพระวิญญาณบริสุทธิ์มาจากพระบิดาและพระบุตรดังนั้นไม่มีบุคคลใดในแก่นแท้ของพระเจ้าที่ดำรงอยู่หรือทำการต่างหากอย่างอิสระจากบุคคลอื่น (ยอห์น 5:17-30,32,37; 8:17,18)
2.5 พระนาม “พระเยซูคริสต์เจ้า”
พระนามพระเยซูคริสต์เจ้าเป็นวิสามายนาม พระคริสตธรรมคัมภีร์ภาคพันธสัญญาใหม่ไม่เคยใช้คำนี้ในการเรียกพระบิดาหรือพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นพระนามนี้จึงเป็นพระนามของพระบุตรของพระเจ้าแต่ผู้เดียวเท่านั้น (โรม 1:1-3, 7, ยอห์น 3)
2.6 พระเยซูคริสต์เจ้า พระเจ้าทรงอยู่กับเรา
ในธรรมชาติของความเป็นพระเจ้าซึ่งดำรงอยู่ชั่วนิจนิรันดร์ของพระเยซูคริสต์เจ้า พระองค์ทรงเป็นพระบุตรองค์เดียวอันแท้จริงของพระบิดา แต่ในธรรมชาติของความเป็นมนุษย์ของพระองค์นั้น ทรงเป็นบุตรมนุษย์อย่างแท้จริง ดังนั้นพระเยซูจึงได้รับการยอมรับว่าทรงเป็นทั้งพระเจ้าและมนุษย์ เพราะว่าพระองค์ทรงเป็นทั้งพระเจ้าและมนุษย์ พระองค์จึงเป็น "อิมมานูเอล" ซึ่งมีความหมายว่า พระเจ้าทรงอยู่กับเรา (มัทธิว 1:28, 1 ยอห์น 4:2, 10,14, วิวรณ์ 1:13,17) 2.7 พระนาม “พระบุตรของพระเจ้า”
ในเมื่อพระนาม “อิมมานูเอล” รวมทั้งพระเจ้าและมนุษย์ไว้ในบุคคลเดียวกันคือ พระเยซูคริสต์เจ้า สิ่งที่ตามมาก็คือ “พระนาม” “พระบุตรของพระเจ้า” บรรยายถึงความเป็นพระเจ้าอันแท้จริงของพระองค์และพระนาม “บุตรมนุษย์” บรรยายถึงความเป็นมนุษย์อันแท้จริงของพระองค์ เหตุฉะนั้นพระนามพระบุตรของพระเจ้าจึงเป็นพระนามที่กล่าวถึงสิ่งที่ดำรงอยู่ชั่วนิรันดร์และพระนามบุตรมนุษย์ จึงเป็นพระนามที่กล่าวถึงสิ่งที่ดำรงอยู่ในกาลเวลา (มัทธิว 1:21-23, 2 ยอห์น 3:1,8, ฮีบรู 7:3; 11:1-3)
2.8 การล่วงละเมิดเรื่องคำสอนเกี่ยวกับพระคริสต์
เนื่องจากการกล่าวว่าพระเยซูคริสต์ทรงได้รับพระนามว่า พระบุตรของพระเจ้า จากการเสด็จมาบังเกิดเป็นมนุษย์แต่เพียงอย่างเดียวหรือเพราะความสัมพันธ์ของพระองค์ต่อแผนการแห่งการไถ่บาปเท่านั้น เป็นการล่วงละเมิดต่อหลักคำสอนเรื่องพระคริสต์ ดังนั้นการปฏิเสธว่าพระบิดาทรงเป็นพระบิดานิรันดร์อย่างแท้จริงและการปฏิเสธว่าพระบุตรทรงเป็นพระบุตรนิรันดร์อย่างแท้จริง จึงเท่ากับเป็นการปฏิเสธความแตกต่างและความสัมพันธ์ในแก่นแท้ของพระเจ้าเป็นการปฏิเสธพระบิดาและพระบุตรและเป็นการนำสิ่งอื่นมาแทนที่สัจจธรรมที่ว่าพระเยซูคริสต์ได้เสด็จมารับสภาพเป็นมนุษย์ (2 ยอห์น 9, ยอห์น 1:1-2,18,29,49; 2:22; 23:1-5, ฮีบรู 12:2)
2.9 การเชิดชูพระเยซูคริสต์ขึ้นเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า
หลังจากที่พระเยซูคริสต์เจ้าของเราผู้เป็นพระบุตรของพระเจ้าได้ทรงชำระล้างความบาปของเราด้วยพระองค์แล้ว พระองค์ได้ทรงประทับ ณ เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าผู้สูงส่ง เหล่าฑูตสวรรค์และศักดิเทพและเทพผู้ครองล้วนแล้วแต่อยู่ภายใต้อำนาจของพระองค์ทั้งสิ้น หลักจากที่ได้ทรงเป็นทั้งองค์พระผู้เป็นเจ้าและพระคริสต์ แล้วพระองค์ทรงส่งพระวิญญาณบริสุทธิ์มาเพื่อว่าเราจะได้คุกเข่าของเราและยอมรับในพระนามของพระเยซูคริสต์ทรงเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าอันเป็นการถวายเกียรติแต่พระเจ้าและพระบิดา จนถึงวาระสุดท้ายเมื่อพระบุตรจะทรงอยู่ใต้พระบิดา เพื่อให้พระเจ้าทรงเป็นเอกเป็นใหญ่เหนือสิ่งสารพัดทั้งปวง (ฮีบรู 1:3, เปโตร 3:22, กิจการ 2:32-36, โรม 14:11, 1 โครินธ์ 15:24-28) 2.10 พระเกียรติที่เท่าเทียมกันแด่พระบิดาและแด่พระบุตร
ในเมื่อพระบิดาได้ทรงมอบการพิพากษาทั้งสิ้นไว้กับพระบุตร ดังนั้นจึงไม่ใช่เป็นเพียงหน้าที่ที่ชัดแจ้งของผู้ที่อยู่ในสวรรค์และบนแผ่นดินโลกที่จะต้องคุกเข่าลงเท่านั้นแต่ยังเป็นความปิติยินดีอันเหลือที่จะกล่าวได้ในพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะเชื่อว่าพระบุตรทรงมีพระลักษณะทั้งปวงของพระเจ้าและถวายเกียรติและพระสิริทั้งปวงซึ่งมีอยู่ในพระนามทั้งหมดของแก่นแท้ของพระเจ้า ยกเว้นพระนามเหล่านั้นที่แสดงถึงความสัมพันธ์ (ดูย่อหน้า ข ค ง) การทำอย่างนี้จึงเป็นการถวายเกียรติแด่พระบุตร เช่นเดียวกับที่เราถวายเกียรติแก่พระบิดา (ยอห์น 5:22-23, 1 เปโตร 1:8, วิวรณ์ 5:6-14, ฟิลิปปี 2:8, วิวรณ์ 7:9-10; 4:8-11)
3. ความเป็นพระเจ้าของพระเยซูคริสต์
พระเยซูคริสต์เจ้าทรงเป็นพระบุตรนิรันดร์ของพระเจ้า พระคริสตธรรมคัมภีร์กล่าวถึง
1) การประสูติจากหญิงพรหมจารีของพระองค์ (มัทธิว 1:23, ลูกา 1:31-35)
2) พระชนม์ชีพที่ปราศจากความบาปของพระองค์ (ฮีบรู 7:26, 1 เปโตร 2:22)
3) การอัศจรรย์ของพระองค์ (กิจการ 2.22 10.38)
4) การสิ้นพระชนม์ของพระองค์บนไม้กางเขนแทนคนบาป (1 โครินธ์ 15; 2 โครินธ์ 5:21)
5) การฟื้นขึ้นมาจากความตายพร้อมด้วยร่างกายของพระองค์ (มัทธิว 28:6, ลูกา 24:39, 1 โครินธ์ 15:4)
6) การที่พระองค์ได้รับการเชิดชูให้อยู่ที่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้า (กิจการ 1:9-11; 2:33, ฟีลิปปี 2:9-11, ฮีบรู 1:3)
4. การล้มลงของมนุษย์ในความบาป
มนุษย์ได้รับการทรงสร้างให้เป็นคนดีและซื่อตรงเพราะพระเจ้าตรัสว่า “ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา” แต่มนุษย์ได้ล้มลงในความบาปด้วยการสมัครใจที่จะล่วงละเมิดต่อพระเจ้าอันเป็นเหตุให้เขาได้รับไม่เพียงความตายฝ่ายร่างกายเท่านั้นแต่รวมถึงความตายฝ่ายวิญญาณ ซึ่งก็คือการแยกจากพระเจ้าด้วย (ปฐมกาล 1:26-27; 2:17; 3:6 โรม 5:12-19)
5. ความรอดของมนุษย์
ความหวังเดียวเท่านั้นที่มนุษย์จะสามารถรับการไถ่บาปคือโดยทางพระโลหิตของพระเยซูคริสต์พระบุตรของพระเจ้าที่ได้หลั่งไหลออกมา เงื่อนไขในการรับความรอด มนุษย์ได้รับความรอดก็ต่อเมื่อเขากลับใจมาหาพระเจ้าและเชื่อในพระเยซู คริสตเจ้า
1) โดยการชำระให้มีใจบังเกิดใหม่และการสร้างใหม่โดยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ตลอดจนการเป็นคน ชอบธรรมโดยพระคุณเพราะความเชื่อ มนุษย์จึงเป็นผู้รับมรดกที่มุ่งหวังคือชีวิตนิรันดร์ (ลูกา 24:47, ยอห์น 3:3 โรม 10:13-15, เอเฟซัส 2:8, ทิตัส 2:11; 3:5-7)
2) หลักฐานยืนยันถึงความรอด หลักฐานภายในที่ยืนยันว่าคนคนนั้นได้รับความรอดแล้วก็คือคำพยานโดยตรงขององค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ (โรม 8.16) หลักฐานภายนอกที่ยืนยันให้มนุษย์ทั้งปวงรู้ว่าคนนั้นๆ ได้รับความรอดแล้วก็คือชีวิตแห่งความชอบธรรมและความบริสุทธิ์ที่แท้จริง (เอเฟซัส 4.24 ทิตัส 2.12)
6. พิธีกรรมของคริสตจักร
1) พิธีบัพติศมาด้วยการจุ่มในน้ำเป็นพิธีที่พระคริสตธรรมคัมภีร์ได้สั่งไว้ทุกคนจงกลับใจใหม่และ เชื่อว่าพระเยซูคริสต์ทรงเป็นพระผู้ช่วยให้รอดแล้วองค์พระผู้เป็นเจ้าควรจะรับบัพติศมาในน้ำ ซึ่งเป็นการประกาศให้โลกรู้ว่าเขาได้ตายแล้วพร้อมกับพระคริสต์และได้เป็นขึ้นมาจากความตายรวมกับพระองค์ เพื่อจะดำเนินชีวิตใหม่ (มัทธิว 28:19, มาระโก 16:16, กิจการ 10:47-48, โรม 6:4)
2) พิธีมหาสนิทซึ่งประกอบด้วยขนมปังและน้ำองุ่นเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการเข้าร่วมมีส่วนในสภาพของพระเยซูคริสต์เจ้าของเรา (2 เปโตร 1:4) เป็นที่ระลึกถึงการทนทุกข์ทรมานและการวายพระชนม์ของพระองค์ (1 โครินธ์ 11:26) และเป็นคำพยากรณ์ถึงการเสด็จมาครั้งที่ 2 ของพระองค์ (1 โครินธ์ 11:26) พระคริสตธรรมคัมภีร์สั่งให้ผู้เชื่อทุกคนร่วมในพิธีนี้ “จนกว่าพระองค์จะเสด็จมา”
7. การบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์
ผู้เชื่อทุกคนมีสิทธิและควรจะคาดหวังอย่างแรงกล้าอีกทั้งตั้งใจจริงในการแสวงหาพระสัญญา ลักษณะของพระบิดาเจ้าซึ่งก็คือการบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และด้วยไฟตาม คำสั่งของพระเยซูคริสตเจ้าของเรา นี่เป็นประสบการณ์ปกติของบรรดาผู้ที่เชื่อในคริสตจักรยุคแรก ผู้ที่รับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์จะรับฤทธิ์อำนาจสำหรับการดำเนินชีวิตและการปรนนิบัติรับใช้ จะได้รับของประทานและการใช้ของประทานในงานรับใช้ด้วย (ลูกา 24:49, กิจการ 1:4,8, 1 โครินธ์ 12:1,31) ประสบการณ์นี้ต่างจากประสบการณ์แห่งการบังเกิดใหม่และเกิดขึ้นหลังจากการบังเกิดใหม่ด้วย (กิจการ 8:12-17; 10:44-46; 11:14-16; 15:7-9) พร้อมกับการบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้เชื่อคำนั้นจะได้รับประสบการณ์อื่น ๆ เช่นการเต็มล้นไปด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ (ยอห์น 7:37-39 กิจการ 4:8) ความเคารพยำเกรงพระเจ้าที่ลึกซึ้งขึ้น (กิจการ 2:43, ฮีบรู 12:28) การถวายตัวต่อพระเจ้าและการอุทิศตนต่องานรับใช้มากขึ้น (กิจการ 2:42) ตลอดจนกระทั่งความรักที่แข็งขันยิ่งขึ้นต่อพระคริสต์ต่อพระคำของพระองค์และต่อคนบาปที่หลงหาย (มาระโก 16:20)
8. หลักฐานอย่างแรกทางกายภาพของการรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์
การรับบัพติศมาของผู้เชื่อด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้น จะเห็นเป็นประจักษ์พยานได้ด้วยการพูดภาษาแปลก ๆ ตามที่พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าทางโปรดให้พูด (กิจการ 2:4) อันเป็นเครื่องหมายทางกายภาพเป็นอย่างแรก การพูดภาษาแปลก ๆ ในกรณีนี้มีแก่นสารเหมือนกับของประทานแห่งการพูดภาษาแปลก ๆ (1 โครินธ์ 12:4-10,28) แต่มีจุดมุ่งหมายและการใช้ที่แตกต่างกัน
9. การชำระให้บริสุทธิ์
การชำระให้บริสุทธิ์คือการแยกตัวออกจากสิ่งที่ชั่วร้ายและอุทิศตัวให้แก่พระเจ้า (โรม 12:1-2, 2 เธสะโลนิกา 5:23 ฮีบรู 13:12) พระคริสตธรรมคัมภีร์สอนถึงชีวิตแห่งความบริสุทธิ์ซึ่งถ้าขาดเสียแล้วก็จะไม่มีผู้ใดได้เห็นองค์พระผู้เป็นเจ้า (ฮีบรู12:4) โดยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราจึงสามารถเชื่อฟังพระบัญชาที่ว่า “ท่านทั้งหลายจงเป็นคนบริสุทธิ์เพราะเราบริสุทธิ์” (1 เปโตร 1:15-16) การชำระให้บริสุทธิ์จะเกิดขึ้นเป็นจริงในผู้เชื่อด้วยการที่เขาตระหนักว่า เขาได้เข้าร่วมกับพระคริสต์ในการสิ้นพระชนม์และการฟื้นคืนจากความตายของพระองค์ และโดยความเชื่อเขาถือทุกวันว่าสิ่งนี้เป็นความจริงและด้วยการมอบทุกอย่างให้อยู่ภายใต้การครอบครองของพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างต่อเนื่องกัน (โรม 6:1-11; 18:1-2,12 กาลาเทีย 2:20 ฟีลิปปี 2:12-13, 1 เปโตร 1:5)
10. คริสตจักรและพันธกิจของคริสตจักร
คริสตจักรเป็นพระกายของพระคริสต์เป็นที่ประทับของพระเจ้าโดยพระวิญญาณและพระเจ้าทรงแต่งตั้งให้กระทำพระมหาบัญชาที่ทรงประทานให้นั้นสำเร็จ ผู้ที่เชื่อทุกคนที่ได้บังเกิดจากพระวิญญาณเป็นส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถแยกออกจากที่ชุมชนและคริสตจักรของบุตรหัวปี ผู้มีชื่อจารึกไว้ในสวรรค์แล้ว (เอเฟซัส 1:22-23; 2:22, ฮีบรู 12:23)
ในเมื่อพระประสงค์ของพระเจ้าในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์นั้นก็คือ การเสาะหาและช่วยผู้ที่หลงหายนั้นให้รอด การให้มนุษย์มนัสการพระองค์และการสร้างกลุ่มชนผู้เชื่อในพระองค์ตามพระฉายาของพระบุตรของพระองค์ ดังนั้นเหตุผลแห่งการดำรงอยู่เบื้อแรงของคณะคริสเตียนสัมพันธ์ฯในฐานะส่วนหนึ่งของคริสตจักรสากลคือ
1) เพื่อเป็นตัวแทนของพระเจ้าในการประกาศเผยแพร่ข่าวประเสริฐ ( กิจการ 1:8, มัทธิว 28:19-20, มารโก 16:15-16)
2) เพื่อเป็นกลุ่มชนที่ซึ่งมนุษย์สามารถนมัสการพระเจ้าได้ (1 โครินธ์ 12:13) เพื่อเป็นทางผ่านพระประสงค์ของพระเจ้า ในการสร้างกลุ่มชนอันประกอบไปด้วยธรรมิกชนที่กำลังถูกสร้างขึ้นให้เป็นผู้ใหญ่ตามพระฉายของพระบุตรของพระเจ้า (เอเฟซัส 4:11-16, 1โครินธ์ 12:28; 14:12) คณะคริสเตียนสัมพันธ์ฯ ดำรงอยู่เพื่อเน้นอย่างชัดแจ้งและต่อเนื่องกันถึงเหตุผลแห่งการดำรงอยู่นี้ตามแบบแผนของพวกอัครฑูตในพันธสัญญาใหม่ด้วยการสั่งสอน และการหนุนใจผู้เชื่อให้รับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ประสบการณ์นี้
3) ช่วยให้เขาสามารถประกาศเผยแพร่ข่าวประเสริฐ ด้วยฤทธิ์อำนาจขององค์พระวิญญาณพร้อมด้วยหมายสำคัญเหนือธรรมชาติด้วย (มาระโก 16:15-20, กิจการ 4:29-31, ฮีบรู 2:3-4)
4) เพิ่มมิติที่จำเป็นต่อความสัมพันธ์ กอปร์ด้วยจิตใจแห่งการนมัสการต่อพระเจ้า (1โครินธ์ 2:10-16)
5) ช่วยให้เขาสามารถสนองตอบ ต่อพระราชกิจอย่างสมบูรณ์ขององค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ อันแสดงออกด้วยผลของพระวิญญาณและของประทานของพระวิญญาณตลอดจนงานรับใช้ต่าง ๆ เหมือนอย่างในสมัยพันธ์สัญญาใหม่อันนำมาซึ่งการเสริมสร้างพระกายของพระคริสต์เจ้า (กาลาเทีย 5:22-26, 1 โครินธ์ 14:12, เอเฟซัส 4:11-12, 1 โครินธ์ 12:28, โคโลสี 1:29)
11. งานรับใช้
งานรับใช้ต่างๆที่พระเจ้าทรงเรียกและสอดคล้องกับคำสอนของพระคริสตธรรมคัมภีร์เป็นงานที่องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้เตรียมไว้เพื่อจุดประสงค์ 3 ประการ อันเกี่ยวเนื่องกับคริสตจักรใน
1) การประกาศข่าวประเสริฐให้แก่โลก (มาระโก 16:15-20)
2) การนมัสการพระเจ้า (ยอห์น 4:23-24)
3) การสร้างชุมชนแห่งธรรมิกชนที่กำลังถูกสร้างตามพระฉายาแห่งพระบุตรของพระองค์ (เอเฟซัส 4:11,16)
12. การบำบัดรักษาโรคจากพระเจ้า
การบำบัดรักษาโรคจากพระเจ้าเป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถออกจากข่าวประเสริฐได้ พระเจ้าได้จัดเตรียมการหลุดพ้นจากโรคภัยไข้เจ็บไว้ในการไถ่บาปและการหยุดพ้นนี้เป็นสิทธิพิเศษของผู้ที่เชื่อทุกคน (อิสยาห์ 53:4-5, มัทธิว 8:16-17, ยากอบ 5:14-16)
13. ความหวังอันนำมาซึ่งความสุข
การเป็นขึ้นจากความตายของคนได้ล่วงหลับไปในพระคริสต์และการเปลี่ยนแปลงใหม่พร้อมกับผู้เชื่ออันที่ยังมีชีวิตอยู่เมื่อองค์พระผู้เป็นเจ้าเสด็จกลับมาเป็นความหวังใกล้และนำมาซึ่งความสุขของคริสตจักร (1 เธสะโลนิกา 4:16-17, โรม 8.23, ทิตัส 2:31, 1 โครินธ์ 15:51-52)
14. การครอบครองในยุคพันปี
การเสด็จมาครั้งที่ 2 ของพระองค์ ครอบคลุมถึงการรับธรรมิกชนขึ้นไป อันเป็นความหวังซึ่งนำมาซึ่งความสุขติดตามมาด้วยการเสด็จกลับมา ซึ่งสามารถมองเห็นได้ของพระคริสต์พร้อมกับธรรมิกชนเพื่อครอบครองแผ่นดินโลกนี้เป็นเวลาพันปี (เศคาริยาห์ 14:5, มัทธิว 24:27-30, วิวรณ์ 1:7,19:11-14; 20:1-6) การครอบครองในยุคพันปีนี้จะนำความรอดมาสู่ชาติอิสราเอล (เอเสเคียล 37:21-22, เศฟันยาห์ 3:19-20, โรม 11:26-27) ตลอดจนการสถาปนาสันติภาพสากลขึ้น (อิสยาห์ 11:6-9, สดุดี 72:3-8, มีคาห์ 4:3-4)
15. การพิพากษาครั้งสุดท้าย
จะมีการพิพากษาครั้งสุดท้ายซึ่งคนชั่วที่ตายไปแล้วจะเป็นขึ้นมาจากความตายและรับการพิพากษาตามการกระทำของตน ใครก็แล้วแต่ที่ไม่มีชื่อปรากฏอยู่ในหนังสือชีวิตจะถูกส่งไปรับโทษทัณฑ์ชั่วนิรันดร์ในบึงไฟ ซึ่งเผาผลาญด้วยไฟและกำมะถันพร้อมกับพญามารและฑูตของมัน สัตว์ร้ายและผู้เผยพระวจนะเท็จนี่คือความตายครั้งที่สอง (มัทธิว 25:46, มาระโก 9:43-48, วิวรณ์ 19:20; 20:11-15; 21:8)
16. ท้องฟ้าใหม่และแผ่นดินใหม่
“แต่ว่าตามพระสัญญาของพระองค์นั้น เราจึงคอยท้องฟ้าอากาศใหม่และแผ่นดินใหม่ที่ซึ่งความชอบธรรมจะดำรงอยู่ (2 เปโตร 3:13, วิวรณ์ 21:22)
เข้าสู่ระบบ
User name

รหัสผ่าน



ไม่ได้เป็นสมาชิก?
คลิกที่นี่ เพื่อลงทะเบียน.

ลืมรหัสผ่าน?
ขอรหัสผ่านใหม่.
ฝากข้อความ
คุณต้องLogin ก่อนฝากข้อความ.

ยังไม่มีข้อความที่ส่งเข้ามา.